10 means for starter


          10 ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่อยาก [หัด] เขียนนิยาย
     1. อย่าถามว่าอยากเป็นนักเขียนต้องทำยังไง ของแบบนี้ไม่น่าถาม อยากเป็นนักเขียนก็ต้องเริ่มเขียนสิ ถ้าไม่เริ่มเขียนแล้วจะเรียกตัวเองเป็นนักเขียนได้ไงหรือว่าไม่จริง?
     2. อย่าถามว่าเขียนแนวไหนถึงจะมีคนอ่าน นิยายนะ ไม่ใช่รับเหมาตัดเสื้อ ถ้าคุณคิดว่าคุณต้องเขียนนิยายที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ เพื่อให้คนเข้ามาอ่านเยอะๆ คุณก็คงเป็นได้แค่ลูกจ้างรับจ๊อบมากกว่านักเขียนแล้วล่ะ
     3. อย่าคิดว่าเขียนนิยายเป็นเรื่องง่ายๆ อยากเป็นนักเขียนก็ต้องหัดเขียนและศึกษาสำนวนการเขียนของคนอื่นให้เยอะ อย่าคิดว่าแค่จิ้มคีย์บอร์ดก็ได้นิยายเรื่องนึงแล้ว ถ้ามันง่ายขนาดนั้น อย่าว่าแต่คุณเลย ใครๆ ก็คงเป็นนักเขียนกันไปนานแล้ว
     4. อย่าหมกมุ่นให้มากจนเกินไป นักเขียนสมัยนี้ไม่ได้เป็นศิลปินไส้แห้งเหมือนแต่ก่อน คุณเองก็ต้องมีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อครอบครัว แบ่งเวลาให้ถูกด้วย ยิ่งถ้าคุณเป็นนักเรียนนักศึกษา แน่นอน คุณต้องเอาเรื่องเรียนเป็นสำคัญไว้เสมอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกที่ดีใจเห็นลูกขยันเขียนนิยายแต่การเรียนต่ำแทบติดดิน ขยันซักหน่อยไม่ตายหรอก อย่างน้อยก็ยังเป็นเครื่องมือต่อรองที่บ้านได้ใช่มั้ยล่ะ?
     5. อย่าคิดว่าการโฆษณานิยายผ่านกระทู้หรือนิยายคนอื่นเป็นวิธีที่ดี ถึงจะไม่ผิดกฎในเว็บบอร์ด ก็ใช่ว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ จำไว้ว่าการแปะโฆษณาในนิยายหรือกระทู้คนอื่น ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีมารยาท เพราะมันเหมือนกับดูถูกเจ้าของกระทู้ทางอ้อมว่า สิ่งที่เค้าพูดไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เป็นแค่เพียงถนนริมทางเท่านั้น ถึงแม้คุณจะตอบกระทู้ไปบ้าง แต่ถ้าเห็นเพียงแค่โฆษณาแปะ ก็ทำให้ทัศนคติของคนตั้งกระทู้แย่ลงได้เช่นกัน อย่าลืม เป็นนักเขียนต้องรักษาน้ำใจคนอื่นได้ด้วย
     6. อย่าคิดว่าการใช้คำวิบัติและอีโมชั่นเป็นเรื่องโก้เก๋ ใครๆ ก็ทำกัน คุณสามารถเขียนนิยายที่ดีได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาแชทเลยด้วยซ้ำ เชื่อสิ อย่าดูถูกตัวเองด้วยการเขียนแบบนั้นเลย พยายามฝึกฝนเขียนบรรยายให้มาก แล้วคุณจะรู้ว่าเล่นภาษา มันสนุกกว่าใช้อีโมชั่นและคำวิบัติตั้งหลายเท่า
     7. อย่าไปสนใจว่าคนอ่านจะคิดยังไงกับการดำเนินเรื่องของเรา จริงอยู่ คำแนะนำมีส่วนช่วยในการพัฒนาการเขียน แต่นี่คือนิยายของคุณนะ อย่างน้อยคุณก็น่าจะให้เกียรติความคิดตัวเองให้มากกว่านี้ด้วยการใช้วิจารณญาณและสามัญสำนึกของตัวเองในการเขียน ถ้าคุณต้องไหวไปตามลมปากของคนอื่นทุกคน ต่อไปคุณก็จะเป็นได้แค่ "ผู้รับเหมา" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เขียน"
     8. อย่าท้อแท้ หากไม่มีใครสนใจ (คอมเม้นท์) นิยายของเรา ในเว็บมีนิยายตั้งหลายหมื่นหลายแสนกว่าเรื่อง มันไม่แปลกหรอกที่นิยายของเราจะตกสำรวจไป หรือหากมีคนอ่านแต่ไม่มีคนเม้นท์หรือโหวตให้ ก็อย่าไปสน เอาเวลาเศร้าเซ็งมานั่งปั่นนิยายให้เสร็จดีกว่า บางทีเรื่องที่คุณเขียนอาจจะดีจริง แต่นอกกระแสคนอ่าน ก็อย่าได้ไหลตามกระแสนั้นเด็ดขาด จงคงความเป็นตัวของตัวเองเอาไว้ แล้วซักวัน จะต้องมีคนให้ความสนใจเรื่องของคุณอย่างแน่นอน
     9. อย่าคิดที่จะเป็นนักเขียนนิยายเพราะชื่อเสียงและเงินทอง ไม่ได้อิจฉา หาว่าดังแล้วไม่ดี แต่อยากให้รู้ว่า พื้นฐานของนักเขียน ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นดารามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว อย่าสำคัญตัวให้มากจนเกินไป เดี๋ยวจะเหลิงจนลืมพัฒนาฝีมือตัวเองหรือมีคนมาหมั่นไส้ให้หนื่อยหัวใจ และยิ่งถ้าคิดว่าอยากเป็นนักเขียนเพราะอยากมีเงินมีทอง บอกได้เลยว่ายากมากๆ ในเมืองไทยน้อยคนนักที่จะยึดเป็นอาชีพได้ รู้ไว้ด้วยว่าความฝันและเงินทองมันเข้ากันไม่ค่อยจะได้ ถ้าไม่ได้รักที่จะเขียนโดยสายเลือดและจิตวิญญาณ เขียนให้ตายก็ไม่รุ่งหรอกครับ 
     10. อย่า อย่า อย่า และอย่า!! คิดเชียวว่า เราไม่มีปัญญาเขียนนิยายได้ด้วยตัวเอง แต่อยากเด่นอยากดัง จนถึงขนาดยอมขายวิญญาณให้กับปีศาจด้วยการลอกนิยายของคนอื่นไปขายให้สำนักพิมพ์อื่น บอกได้คำเดียวเลยว่า คุณได้ฆ่าตัวเองออกจากวงการนักเขียนแล้ว ถ้าทำอย่างงั้น นักเขียนที่มีความเป็นคนอย่างแท้จริง เขาไม่ทำอย่างนั้นเป็นอันขาด ใครที่ทำแบบนั้นอยู่ เลิกทำซะเถอะ เรื่องของตัวเอง ถ้าคิดไม่ได้ก็อย่ามาเขียนนิยายให้เสียเวลาดีกว่า อย่ามาทำตัวเป็นสวะให้คนในวงการนิยายต้องประณามคุณไปตลอดกาลเลย
 
It is novel?

          นิยาย หมายถึง เรื่องที่เล่าต่อกันมา ความไม่แน่นอนหรือไม่ใช่ความจริงทั้งหมด มีการแต่งเติมเสริมต่อบางตอนเรื่องราวนั้นจะต่างไปจากชีวิตจริง หรือที่ใครหลายๆ คนเข้าใจว่ามันคือหนังสือที่ไม่มีภาพมีแต่ตัวหนังสือ

 

 

 
          นิยายแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

          1. Fection คือ นิยายที่แต่งขึ้น
          2. Non Fection คือ นิยายที่เกิดขึ้นจริง
          สามารถยังแบ่งเป็นหมวดย่อยได้อีกประมาณ 7 ประเภทหลักๆ
     1. นวนิยายรัก (Romance fiction) เป็นนิยายที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นแกนกลางของเรื่อง จะเน้นความรู้สึกของตัวละครเป็นสำคัญ
     2. นวนิยายลึกลับ (Mystery fiction) เน้นการสืบสวนสอบสวน มีการคลายปมปัญหาเป็นหลัก
     3. นวนิยายสยองขวัญ (Horror fiction) เป็นนิยายเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด ปีศาจ สัตว์ร้าย เวลาอ่านจะเกิดความสยดสยอง ขยะแขยงในความน่ากลัว
     4. นวนิยายวิทยาศาสตร์ (Sciences fiction) เป็นการนำความรู้ทางวิยาศาสตร์มาเป็นแกนกลางในการสร้างเรื่อง นิยายแนวนี้จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ถึงจะสามารถแต่งได้
     5. นวนิยายมหัสจรรย์หรือนิยายแฟนตาซี (Fantasy fiction) มีการนำเทพต่างๆ มาใช้ในการสร้างเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่เกิดความศรัทธา อภินิหาร ตำนาน เรื่องราวที่เหนือธรรมชาติ นิยายแนวนี้มักจะมีการผสมผสานระหว่างความมหัสจรรย์กับวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันจนกลายเป็นนิยายประเภท sciences fantasy ขึ้นมา
     6. นวนิยายแนวกามารมณ์ (Erotica fiction) เป็นนิยายที่เน้นอารมณ์และความรู้สึก ซึมซับไปกับการบรรยายที่เป็นธรรมชาติ และเขียนถึงฉากกามารมณ์มากเป็นพิเศษในเรื่อง
     7. นวนิยายที่สะท้อนปัญหาสังคม เป็นนิยายที่เน้นการแก้ไขปัญหาของสังคม สอดแทรกคติธรรมเข้ามา แสดงความคิดเห็นของตัวละคร ไม่จำเป็นต้องบอกทางแก้ อยู่ที่ว่าผู้เขียนอาจจะใส่ทางแก้ไขของปัญหาลงไปหรือไม่
 
My Best Novel!


          My best novel! นิยายที่สุดยอดที่สุด (ในตอนนี้) ของยัยหนูหมวกฟาง!

 

    Qwaze คู่หูนักรบแห่งมอลโนวา (END)

          เมื่อถูกเชื้อเชิญให้มาเป็นทหารเข้าวัง งานสบาย (?) แถมยังได้เงินเดือน ใครล่ะจะปฏิเสธจริงไหม? แต่เรื่องวุ่นวายหลายอย่างก็เกิดขึ้น เมื่อคนที่ถูกเชื้อเชิญมาคือบุคคลที่ถูกเรียกว่า 'ปีศาจร้าย' !

 

     และ...

 

     Qwaze II มหาสงครามสามอาณาจักร

          สงครามระหว่างสามอาณาจักรและเผ่าพันธุ์ปีศาจกำลังจะปะทุ ชนวนเหตุคือทายาทของจักรพรรดิปีศาจที่ยังคงสาบสูญ บทสรุปซึ่งเป็นภาคต่อของ Qwaze คู่หูนักรบแห่งมอลโนวา กำลังจะเริ่มขึ้น!

          แนวและโครงเรื่องของควาเซนั้นเป็นเรื่องที่ต่อยอดมาจากนิยายเรื่อง 'Another Knight Dragon' อัศวินมันกรผู้พิทักษ์ ซึ่งเป็นนิยายเรื่องแรกของแฮทค่ะ ทว่าสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่มีส่วนไหนของเรื่องที่เชื่อมต่อถึงกัน สองเรื่องนี้เหมือนกันที่เนื้อเรื่องนั้นมีมังกรมารับบทเป็นตัวหลักของเรื่องเท่านั้น ส่วนเนื้อเรื่อง...เรียกได้ว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
          ทำไมเรื่องนี้ถึงได้แนวคิดมาจาก Another Knight Dragon?
          เรื่องนี้เกิดขึ้นในตอนที่แฮทกำลังแต่ง Another Knight Dragon ตอนจบอยู่ บวกกับตอนนั้นที่แฮทกำลังคลั่งอนิเมชันที่ตัวเอกเป็นนักรบพอดี รวมๆ กันไปมาเลยได้รูปแบบของ Qwaze ขึ้นมา (ซะงั้น!) กลายเป็นว่าตัวเดินเรื่องของควาเซเป็นนักรบและมีคู่หูที่ออกเดินทางด้วยกันเป็นมังกร เสริมปมปริศนาที่เน้นความตื่นเต้นและลุ้นระทึกให้ผู้อ่านได้ลุ้นว่าตกลงแล้วเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ เนื้อเรื่องอาจจะซับซ้อนชวนงงในตอนแรกเพราะตัวเดินเรื่องจำเรื่องในอดีตของตัวเองบางส่วนไม่ได้ และมังกรก็ได้โกหกทั้งตัวละครตัวอื่นๆ ในเรื่อง คนอ่าน (และคนแต่ง -_-;) ไปพอสมควร แต่ถ้าตั้งใจอ่านไปด้วยวิเคราะห์ไปด้วยตั้งแต่ต้นจนจบจะไม่งงแน่นอน




         เริ่มต้นด้วยความระแวง จบด้วยความเชื่อใจที่ไม่อาจมีใครขวางกั้น...

        จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มได้ไม่ดี (สุดๆ) คู่หูซึ่งเป็นสายพิเศษ F ในรุ่นเพียงหนึ่งเดียวจะทำเช่นไรเมื่อต้องมาจับคู่กับคนที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ไปๆ มาๆ ทำไม๊...ทำไมพวกเขากลับไม่สามารถขาดอีกฝ่ายไปได้ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นเสียเท่าไหร่

        หรือนี่จะเป็นพลังคู่หู (ฮะ!?)

        ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นเริ่มถูกสั่นคลอนจากอุปสรรคนานาที่พุ่งเข้าใส่ให้ไม่ได้พักหายใจ หรือนี่จะเป็นบททดสอบของพวกเขาสองคนกันแน่?

        ทั้งสองจะสามารถเข้ากันได้จนวินาทีสุดท้ายหรือไม่ เบื้องหลังความปั่นป่วนคือใครกันแน่ ไม่ตามไม่รู้นะ!


         ตามต่อติดๆ ด้วยภาคสองซึ่งเป็นภาคจบของเรื่องนี้ที่ทำให้คนอ่านเริ่มติดงอมแงมตั้งแต่ตอนแรก ด้วยเงื่อนงำที่โผล่มาตั้งแต่ตอนแรกและลุ้นระทึกไปกับเหล่าตัวละคร
          ฟรองเซ่จะทำอย่างไรเมื่อซินผู้เป็นคู่หูของตนเกิดมีองค์ชายต่างอาณาจักรมาหลงเสน่ห์ (เอ๊ะ!?)
          ในขณะที่ปีศาจเริ่มบุกเข้ารุกรานอย่างจริงจัง ศึกภายในก็ยังยุ่งเหยิงจนน่าปวดหัว

          ใครกันแน่คือทายาทของจักรพรรดิปีศาจที่สาบสูญ...

          ใครคือมิตร ใครคือศัตรู

          บทสรุปหักเหลี่ยมโหด (!?) ที่จะทำให้คนอ่านลุ้น ซึ้ง อึ้ง หัวเราะ อมยิ้ม ไปกับเหล่าตัวละครที่จะทำให้คุณรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้ต้องการความรักเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียว! 

 
Good writing for starter!

          วิธีเขียนนิยาย (ที่ดี) สำหรับนักเขียนมือใหม่ (และเก่า)

     1.การวางพล็อตเรื่อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเขียนนิยาย นิยายจะน่าสนใจหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพล็อตเรื่องที่วางไว้ โดยก่อนเขียนเรื่องนั้นๆ จะต้องกำหนดก่อนว่าพล็อตของเรื่องเป็นแบบไหน มีตอนเริ่มอย่างไร จบอย่างไร เป็นแนวไหน ปมในเรื่องจะคลายตอนใด ตัวละครเป็นแบบไหน

     2.ตัวละคร ควรวางลักษณะของตัวละครให้ชัดเจนเพราะผู้อ่านมักจะจำเรื่องได้จากตัวละคร บทบาทของแต่ละคนในเรื่องเป็นอย่างไร ตัวละครมีความขัดแย้งในเรื่องใด (ควรคลายปมให้เห็นในส่วนนี้ด้วย) ควรหลีกเลี่ยงการพรรณนาตัวละครแบบเกินจริง

     3.การเล่าเรื่อง ก่อนที่จะเริ่มเขียนต้องตัดสินใจให้ได้ว่าจะให้ใครเริ่มเรื่อง ควรจะใช้มุมมองแบบไหน ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

     4.บทสนทนา ระวังการบอกว่าใครเป็นเจ้าของบทสนทนา ซึ่งหากใช้มากเกินไปจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกน่าเบื่อ

     5.การใช้อุปมา-อุปไมบ้าง จะทำให้เรื่องดูน่าสนใจขึ้นและได้อารมณ์มากขึ้น
 
Inner for writing


          นิยายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมานั้นส่วนใหญ่ผู้เขียนมักจะได้แรงบันดาลใจในการแต่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดๆ ก็ตาม

          อย่างไรก็ดี การที่จะแต่งนิยายให้ผู้อ่านรู้สึกว่านิยายเรื่องนี้สนุก น่าติดตาม และมีอารมณ์ร่วมในเนื้อหานิยายนั้นผู้เขียนจะต้องใส่อารมณ์และความรู้สึกของตัวผู้เขียนเองลงไปด้วยขณะแต่ง สร้างอารมณ์ของผู้เขียนเองให้เป็นไปตามอารมณ์ที่เนื้อหานั้นๆ เป็น ประมาณว่า ฉากนี้ผู้อ่านต้องเศร้าต้องซึ้งจนน้ำตาไหล เราที่เป็นคนแต่งเองนี่ล่ะที่ต้องร้องไห้ก่อน แต่งไปร้องไห้ไปให้ได้ บทนี้ผู้อ่านต้องเขินจนบิดตัวแน่ๆ ผู้แต่งก็ต้องแต่งไปเขินไปจนทนไม่ไหวต้องเอาเล็บจิกหมอน ช่วงนี้ผู้อ่านต้องฮาจนน้ำตาเล็ดผู้แต่งก็ต้องแต่งไปหัวเราะไปจนแทบบ้าให้ได้เสียก่อน เป็นต้น

          ผู้อ่านจะติดตามนิยายของเราหรือไม่ส่วนหนึ่งคือการมีอารมณ์ร่วมในเนื้อหานิยายที่อ่านอยู่ เพราะนั่นจะทำให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ สนุกและลุ้นไปกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในเนื้อเรื่อง ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์อยากอ่านต่อจนจบ
 
Coming Soon...


          Blood Syndrome ล่าล้างรหัสพันธุกรรมมรณะ

 

     เรื่องนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสามภาคจบ แต่จะภาคจะมีตัวเอกหนึ่งคน (พอไปอีกภาคจากตัวเอกจะกลายมาเป็นตัวประกอบ ตัวประกอบจะกลายมาเป็นตัวเอก!)

     เนื่องจากความทรงจำของตัวเอกทั้งสามภาคถูกทับซ้อนกันจนจำเรื่องในอดีตไม่ได้ บางครั้งก็จำอะไรผิดๆ ถูกๆ จนคนรอบข้างระอา และนี่เองที่เป็นจุดเด่นของเรื่อง...ความซับซ้อนที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จปะปนกันอยู่จนแยกไม่ออก คนอ่านต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการอ่าน! (คนแต่งนี่สิ...ต้องแยกแยะกว่าใครเขา)

 

 

          Shiro Yasha ปีศาจขาวกับความทรงจำที่ทับซ้อน

          ไวลด์ เกร็น ไวท์ หรือ ชิโระ รีราฟผู้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพระเจ้าทั้งหกและเป็นถึงบัลลังก์ไร้นามลำดับที่หนึ่ง เขากำลังถูกปั่นหัวโดย 'ไฮอิโระ' เพื่อนสมัยเด็กที่กลายมาเป็นศัตรูกันได้ยังไงก็ไม่รู้...เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนเขาก็จำแทบไม่ได้ ทั้งยังดูเหมือนว่าไฮอิโระยังโกรธแค้นเขามากเหลือเกิน

          ในตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? แล้ว 'คุโระ' เด็กผู้หญิงที่พวกเขาทั้งสองต่างก็รู้สึกพิเศษด้วยหายไปไหน? แล้วเพราะอะไรเขากับไฮอิโระถึงได้กลายมาเป็นศัตรูกันแบบนี้!?

 

          Haiiro Kami เทวะเทากับอนาคตที่ไม่อาจมองเห็น

          ไวลด์ กรีฟ เกรย์ หรือ ไฮอิโระ (ฮิโระ) รีราฟผู้เป็นหนึ่งในพระเจ้าทั้งหกและเป็นบัลลัง์ไร้นามลำดับที่สอง เขาคือผู้ที่ทรยศทุกคนบนโลกเพื่อ 'ฮานะ' เด็กหญิงที่เขาพบโดยบังเอิญในองค์กรซีดส์ที่เขารู้สึกขยะแขยง หากแต่เธอกลับต่างออกไป...เธอที่ไร้อนาคต

          แม้ใจจะรู้ดีว่าฮานะเป็น 'ตัวอะไร' ทั้งยังไร้อนาคต...หากแต่ไฮอิโระกลับเลือกที่จะปกป้องและอยู่เคียงข้างเธอตลอดไป

          ต่อให้นั่นจะเป็นการทำให้ฮานะลืมเลือนเขาไปก็ตามที...

 

          และ...

 

          Kuro Hana บุปผาดำกับความปรารถนาที่บิดเบือน

          ไวลด์ กิลล์ แบล็ค หรือ คุโระ (ฮานะ) เด็กสาวสองบุคลิก เธอไม่ใช่ทั้งพระเจ้าทั้งหก ไม่ใช่ทั้งบัลลังก์ทั้งเจ็ด ไม่ใช่รีราฟ และไม่ใช่ไวรัส...แต่เธอเป็นอะไรที่มากกว่านั้น 'อะไร' ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของโลกใบนี้ได้หากเธอต้องการ

          หากแต่เธอกลับไม่ต้องการ...เพราะสิ่งที่เธอต้องการคือการได้เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

          ความปรารถนาที่บิดเบือนของ 'ผลการทดลองที่ผิดพลาด' กำลังจะบิดเบือนอนาคตของโลกนี้!